เทรดให้เหมือน เปิดร้านขายของ

0
148

ผมชอบที่จะเปรียบเทียบว่าการเทรดของผม เหมือนกับการทำธุรกิจ เปิดร้านขายของ ซึ่งเป็นคีย์หลักที่ทำให้ผมสามารถอยู่รอด มีกำไรสม่ำเสมอได้ในทุกวันนี้

พอเรามองว่ามันเป็นธุรกิจ เป็นกิจการ เป็นการเปิดร้านขายของ เราจะไม่มองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่นๆ ที่แค่แทงขั้น แทงลง ให้ถูกทางแล้วจบแยกย้ายกลับบ้าน เราจะมองว่ามันคือชีวิต คืองานของเรา ที่เราจะต้องใส่รายละเอียดให้กับมันค่อนข้างเยอะ ได้แก่

เป้าหมายการลงทุน GOAL

อย่างน้อยที่สุดให้คุณมองว่าอยากทำธุรกิจนี้ แบบไหน ระยะสั้น หวังกำไรฉาบฉวย แล้วรีบออกจากตลาดไปพร้อมกำไรก้อนโต แต่แผงมาด้วยความเสี่ยงที่สามารถหมดตัวได้ถ้าทำพลาด

หรือ มองเป็นการลงทุน ทำธุรกิจ ที่สร้างรากฐานให้ครอบครัวได้ ส่งต่อให้ลูกหลาน หรือทำเงินได้แม้ในยามที่คุณแก่ตัวลง คุณสามารถเลือกได้

ซึ่งการตั้งเป้าหมายง่ายๆนี้เอง คุณจะสามารถวางแผนการเทรดให้เหมาะสมกับตัวคุณเองต่อไปได้

สินค้า Product

การเลือกสินค้า หรือ สินทรัพย์ที่เราจะเทรด คุณสามารถเลือกสินค้าที่กำลังเป็นกระแสนิยม วิ่งเร็ว วิ่งแรง และดูร้อนแรงได้ แต่ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของสินค้าประเภทนี้ด้วยว่ามันมี “วงจรชีวิต” ที่สั้นมาก ต้องเข้าไว ออกไว และทำกำไรให้ได้มากพอก่อนที่มันจะตาย

อีกทางเลือกที่สามารถทำได้คือ เลือกสินค้าที่มีความมั่นคง มีอนาคต เป็นศูนย์ได้ยาก มีคนต้องการซื้อขายตลอด มีความผันผวน และมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป (ไม่ด้อยค่าเหมือนเงินเฟ้อ) เช่น ทองคำ ลองนึกภาพที่คุณเปิดร้านขายทองคำมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วดูสิ

การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในตอนต้นจะช่วยให้คุณเลือกสินค้าที่จะเทรดได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์ วิธีการ แนวคิด

เทรดให้เหมือนเปิดร้านขายของ เป็นวิธีการที่แตกต่างจากการเก็งกำไรตรงที่ เราเน้นอยู่ร่วมกับตลาด โตไปกับตลาด กินส่วนต่างจากการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซื้อมา ขายไป ซื้อถูก ขายแพง แล้ววนทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนเปิดร้านขายของที่พอขายของออกไปก็หักเงินทุนกลับมาซื้อใหม่วนไปเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญที่เราต้องโฟกัสคือเรื่องของการรักษาเงินทุน และความต่อเนื่องในการสร้างผลตอบแทน เป็นแนวคิดที่สำคัญมากเพราะในโลกของการทำธุรกิจค้าขาย ถ้าเราเสียเงินทุนไป เราก็จะไม่สามารถทำธุรกิจต่อได้

การบริหารจัดการเงินทุน

ใครจะประสบความสำเร็จมากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นกับการทำนายทิศทางตลาด แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการส่วนต่างๆเหมือนกับการทำธุรกิจนั้นเอง

การบริหารทรัพยากรไม่ได้มีแค่เรื่องของเงินทุน แต่ยังรวมไปถึงการต่อยอดกำไร บริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างอย่างมาก แม้วิธีการเทรดจะเหมือนกันก็ตาม

คนที่สามารถเข้าถึง เข้าใจ เครื่องมือการเงินต่างๆได้มากกว่า ก็จะสามารถบริหารจัดการทุน ต่อยอดกำไร จัดการกับความเสี่ยงและเติบโตได้ดีกว่านั้นเอง

เครื่องมือ (Application)

เครื่องมือที่เราจะใช้นั้นแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่หลักๆด้วยกัน คือ หนึ่งเครื่องมือที่ช่วยในระบบเทรด ให้มีความได้เปรียบ มากขึ้น กับ สองเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตการเทรดดีขึ้น ง่ายขึ้น

เครื่องมือที่ช่วยในระบบเทรด ได้แก่
– Future สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ใช้เพื่อจัดการความเสี่ยง และต่อยอดกำไร
– Option สัญญาประกันราคาซื้อขาย ใช้ประกันความเสี่ยง
– Leverage ใช้เพื่อ สร้างความได้เปรียบในบางสถานการณ์

เครื่องมือ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ง่ายขึ้น ได้แก่
– โปรแกรมช่วยเทรด
– โปรแกรมช่วยบันทึกการเทรด
– (จ้างพนักงานมาเฝ้าร้าน + โปรแกรมจัดสต๊อก)

ยกตัวอย่าง เมื่อเราเทรดในโลกคริปโตเราสามารถซื้อ “ประกันพอร์ต” ได้ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย แต่สามารถการันตีความเสี่ยงได้ ทำให้เราเทรดได้อย่างง่าย และสบายใจขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการทุบของราคาระยะสั้น

หรือ การใช้สัญญา Future เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน และเรายังสามารถรับดอกเบี้ยจากการถือคอรงสัญญาเป็นรายได้เสริมได้ด้วย

การต่อยอด

พอเรามองว่ามันเป็นทำธุรกิจค้าขาย และได้ลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่ตามมาคือเราจะรู้ผลตอบแทนของเราแบบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ได้แบบคร่าวๆ เราก็จะสามารถที่จะนำไปต่อยอดได้อย่างสบายใจ

เป็นอีกจุดที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนที่เทรดด้วยหลักการ “เปิดร้านขายของ” คือการนำกำไร ไปใช้ในรูปแบบไหนนั้นเอง คือคุณสามารถทำไปใช้จ่าย หรือไปขยายธุรกิจก็ได้นั้นเอง

สุดท้าย

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเทรดให้เหมือน เปิดร้านขายของ คือการ “ลงมือทำ” และ “ลงมือทำ” อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ข้อได้เปรียบของการเป็นเทรดเดอร์ คือ คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเงินน้อยได้ เมื่อเทียบกับการเปิดร้านขายของ หรือการทำธุรกิจทั่วไปจริงๆ โดยเฉพาะในโลกคริปโต คุณสามารถเริ่มต้นเทรดได้ด้วยเงินไม่กี่พันบาท

แต่นั้นก็เป็นจุดอ่อนด้วยเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะพลาด และมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จากการเริ่มต้นในช่วงแรกนั้นดูเหมือนได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับคนที่โดดเข้ามาเก็งกำไรแบบเต็มตัว

ประสบการณ์ในการเทรดที่มากขึ้น จะยิ่งทำให้คุณเข้าใจตลาดมากขึ้น บริหารจัดการได้อย่างดีขึ้น ต่อยอดได้กำไรมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้สอนกันได้ แต่จะใช้ได้อย่างเต็มที่นั้น ต้องใช้ประสบการณ์ของผู้เทรดในการพลิกแพลงเท่านั้น (ตลาดเปลี่ยนไปทุกวัน)

เมื่อถึงวันที่คุณสามารถอยู่รอด มีกำไรสม่ำเสมอ และต่อยอดกำไรได้อย่างเหมาะสม พอร์ตของคุณก็จะเติบโตแบบก้าวกระโดดจนต้องตกใจแน่นอนครับ

ความสำเร็จ เริ่มต้นที่มุมมอง
ลองเปลี่ยนจากการ เก็งกำไร
มาเทรดให้เหมือน เปิดร้านขายของ ดูสิครับ