Home Uncategorized Cash Reserve Management

Cash Reserve Management

0

เป็นเรื่องปรกติที่นักลงทุนทุกคนให้ความใส่ใจเรื่องความเสี่ยงเพราะทราบดีว่าการพลาดเพียงครั้งเดียวนั้นอาจทำให้ชีวิตของนักลงทุนจบลงแบบไม่สวยงามนัก แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจว่าความเสี่ยงในการลงทุนไม่ได้มีแค่ด้านเดียว

เพราะการลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตาม จะมีความเสี่ยงอยู่ทั้งหมด 2 ส่วน คือความเสี่ยงก่อนลงทุน และความเสี่ยงหลังลงทุน

ความเสี่ยงหลังลงทุน Risk Premium

คือความเสี่ยงด้านราคาของสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่นเมื่อเราเข้าซื้อไปแล้วราคาปรับตัวลดลง ทำให้เกิดการขาดทุนสะสม ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนจะไม่อธิบายเยอะมากเพราะเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านจะเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว

แนวทางหนึ่งที่นักลงทุนหลายท่านเลือกใช้ในการบริหารความเสี่ยงหลังลงทุน คือการสำรองเงินไว้อีกหลายส่วน หรือการเข้าซื้อแบบแบ่งเลเยอร์ ไม่เข้าซื้อในคราวเดียวกันทั้งหมด (ไม่ All In) นั้นเอง

เช่น ปัจจุบันราคาสินทรัพย์ที่เราสนใจนั้นมีราคาอยู่ที่ 10 บาท นักลงทุนมองว่าราคาจะไปถึง 20 บาท อาจจะมีการแบ่งเข้าซื้อ 2-3 ครั้ง ที่ราคา 10, 5, 2.5 ตามลำดับเพื่อให้ความเสี่ยงรวมของพอร์ตลดลง และได้ของในต้นทุนที่ดีขึ้น

ซึ่งการจัดการความเสี่ยงในรูปแบบสำรองเงินไว้เผื่อราคาลงหรือไม่เป็นอย่างที่เราคิด จะทำให้เกิดความเสี่ยงก่อนลงทุนตามมานั้นเอง

ความเสี่ยงก่อนลงทุน Risk Free

คือความเสี่ยงจากการที่เงินทุนของเราไม่ได้ถูกใช้งาน และอาจลดมูลค่าลงไปเรื่อยๆ เช่นเงินเฟ้อที่คอยลดกำลังซื้อของนักลงทุนไปเรื่อยๆตลอดระยะเวลาที่ถือเงินสดไว้ หรืออาจเป็นการเสียโอกาส ที่จะได้ซื้อสินทรัพย์ที่ดี ที่กำลังปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง และสร้างกำไรก้อนโต

ตรงจุดนี้ก็จะมีความย้อนแย้งกันอยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพราะว่า หากนักลงทุนอย่างเราไม่สำรองเงินสดเผื่อไว้ ก็อาจทำให้เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่จากการลงทุนที่ผิดพลาดได้ แต่การเหลือเงินสดไว้เยอะเกินไปก็ทำให้พอร์ตไม่โตเช่นเดียวกัน

นักลงทุนมือใหม่มักไม่เข้าใจ เรื่องของความเสี่ยงก่อนลงทุนว่าสร้างผลกระทบได้ร้ายแรงแค่ไหน และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินในส่วนนี้ช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตได้มากแค่ไหน
ตัวอย่าง 

คุณมีเงินทุน 1,000,000 บาท และสนใจที่จะลงทุนในสินทรัพย์ A ที่ให้ผลตอบแทน 15% ต่อปี แต่ด้วยความที่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ หรือราคาที่เหมาะสม คุณจึงแบ่งเงินลงทุนก้อนแรกไปลงทุนจำนวน 200,000 บาท และสำรองเงินไว้ซื้อที่ราคาต่ำลงมาอีก 800,000

สินทรัพย์ A เติบโตอย่างที่คาดทำผลตอบแทนได้ 15% จากเงินทุน 200,000 บาท เท่ากับกำไร 30,000 บาท แต่เมื่อนับจากเงินทุนทั้งหมดที่เตรียมไว้เท่ากับได้ผลตอบแทนเพียงแค่ 3% ต่อปีเพียงเท่านั้นเอง

หากคุณสามารถจัดการเงินทุนที่เหลืออีก 800,000 ให้มีผลกำไรเพียง 3% ต่อปี รวมกับเงินที่ลงทุนในสินทรัพย์ A ตามตัวอย่างแรกเท่ากับว่าเราสามารถเพิ่มผลตอบแทนรวมจาก 3% เป็น 5.4% ได้เลยโดยที่ความเสี่ยงโดยรวมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย (กำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 200%)

อ่านมาถึงตรงนี้ผู้เขียนคาดว่าทุกท่านจะเริ่มให้สนใจกับการบริหารความเสี่ยงก่อนซื้อมากขึ้น และเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่ามีวิธีการไหนบ้างในโลกของ cryptocurrency ที่จะสามารถบริหารจัดการเงินสดที่สำรองไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมจะมาแชร์ไอเดียตรงนี้ให้อ่านในช่วงถัดไป

วิธีจัดการกับความเสี่ยงก่อนลงทุน

ก่อนที่ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับวิธีการจัดการเงินสดสำรองให้มีกำไร อยากเน้นย้ำเรื่อง “Key” หรือหัวใจสำคัญที่คุณห้ามลืมเด็ดขาดนั้นคือ

หนึ่งการกระทำในส่วนนี้ เน้นเพื่อชดเชยค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ลงทุน และต้องมีสภาพคล่องที่สูงมากเพื่อดึงมาใช้ได้ตลอดเวลา ดังนั้น อย่ายึดติดกับสิ่งที่ได้กำไรเยอะ เพราะคุณอาจโดนหลอกจากการเห็นกำไรบนส่วนนี้เข้าไปหาความเสี่ยงที่มากเกินไปได้

สองผมจะแนะนำในส่วนที่สามารถทำได้ในโลกของ cryptocurrency เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันยังมีความเสี่ยงในเรื่องของ Counter Party Risk (ความเสี่ยงจากกระดานเทรด) อยู่มาก แต่ทุกท่านก็มีความเสียงในส่วนนี้อยู่ตั้งแต่เริมอยู่แล้ว

Lending

การปล่อยกู้เพื่อกินดอกเบี้ยผ่านตัวกลางเช่น Exchange หรือกระดานเทรด ให้กับผู้ที่ต้องการกู้ยืมเพื่อไปลงทุนโดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันและมีตัวของ Exchange ค้ำประกันให้ด้วย

หลักการทำงานของระบบ Lending คือ Exchange จะดึงเงินสดของเราออกจากพอร์ตไปไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้กู้ยืมนำไปใช้งานโดยเสนอดอกเบี้ยให้เป็นผลตอบแทน ซึ่งตัว Exchange จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางและป้องกันไม่ให้ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้และเก็บค่าธรรมเนียมในการบริการเพียงเล็กน้อย (Exchange FTX คิดค่าบริการ 0.5% จากดอกเบี้ยที่ผู้กู้เสนอให้)

จากสถิติย้อนหลังในช่วงปี 2021 บนกระดานเทรดของ FTX ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี โดยมีอัตราต่ำสุดที่ 2% และเคยขึ้นไปสูงถึง 20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

วิธีการทำ
– กดยินยอมให้กู้
– เลือก กรอก จำนวนเงินที่จะปล่อยกู้

Note : 
– Rate เปลี่ยนแปลงตลอด ตามสภาวะตลาด
– Rate ต่อปี แต่มีการตัดจ่ายทุก 1 ชั่วโมง

Funding Rete

อัตราค่าธรรมเนียมที่ผู้เปิด position ฝั่งที่ได้เปรียบในสัญญา Future ต้องจ่ายให้กับคู่สัญญาฝั่งที่เสียเปรียบ เป็นประจำทุกวันเพื่อทำให้ราคาบนตลาด futures และตลาด spot นั้นเป็นไปได้อย่างปกติ

ในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น ตลาดกระทิงผู้เล่นฝั่ง Short Future เสียเปรียบอย่างมากจนอาจทำให้ไม่มีนักลงทุนกล้าที่จะถือสัญญาฝั่ง Short position จึงต้องให้ข้อเสนอเรื่องของ Funding Rete

จากสถิติย้อนหลังในช่วงปี 2021 บนกระดานเทรดของ FTX ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 15% ต่อปี โดยมีอัตราต่ำสุดที่ 2% และเคยขึ้นไปสูงถึง 50% ต่อปีจากความผันผวน และความ FOMO ของตลาด (ตัวอย่างจาก BTC Future at FTX)

วิธีการทำ
– ซื้อ Asset ที่ได้ Funding Rete ในฝั่ง Short
– Short Future ในสัดส่วน(Unit)ที่เท่ากัน
– ทำให้ไม่มีส่วนต่าง หรือความเสี่ยงในเรื่อง ราคา
– รอรับ Funding Rete

Note : 
– Rate เปลี่ยนแปลงตลอด ตามสภาวะตลาด
– Rate ต่อปี แต่มีการตัดจ่ายทุก 1 ชั่วโมง

สรุป

ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ความเสี่ยงในการไม่ลงทุน หรือปล่อยให้เงินนอนกองอยู่เฉยๆ เองก็มีไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งบางครั้งตรงจุดนี้ส่งผลให้บางคนแม้ลงทุนมานานแต่ทำให้พอร์ตโตอย่างมีนัยสำคัญไม่ได้

บนโลกของ cryptocurrency คุณสามารถที่จะจัดการและสร้างกำไรจากเงินทุนสำรองได้ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน แถมยังได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ และหากคุณทำได้อย่างเหมาะสม สามารถที่จะเพิ่มผลตอบแทนให้คุณได้จนคุณอาจแปลกใจ

แต่อย่าลืมเด็ดขาดว่าการจัดการกับความเสี่ยงก่อนลงทุน เราทำเพื่อจำกัดความเสี่ยง เพิ่มผลกำไรเล็กน้อยเท่านั้น อย่าพยายามวิ่งหากำไรในส่วนนี้มากเกินไปจนทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณขาดสภาพคล่องเพราะมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีได้

การลงทุนให้ได้กำไรเยอะ และมีความเสี่ยงที่จำกัด ไม่จำเป็นต้องทำนายทิศทางตลาดให้ถูกต้อง เพียงแต่คุณรู้จัก เข้าใจการบริหารจัดการเงินทุนอย่างถูกวิธีเท่านั้นเอง