EP01 : รู้จัก Options เครื่องมือลงทุน “สำหรับนักกลยุทธ์” เพื่อเอาชนะ ทุกสภาวะตลาด

0
512

บทความนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านมารู้จักกับเครื่องมือทางการเงินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “Options” เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ไว้ใช้สำหรับสร้างความแตกต่าง สร้างโอกาสในการทำกำไรที่มากกว่า ดีกว่า ถ้าใช้งานได้อย่างถูกต้อง

Options อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน แต่เป็นเครื่องมือที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของบรรดาเหล่ากองทุน
รายใหญ่ และนักลงทุนระดับตำนาน (ที่ยังมีชีวิต) หลายท่าน เพราะนอกจากจะมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ยังนิยมนำมาใช้สำหรับการทำกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบอย่างมากด้วย

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เครื่องมือนี้มีประโยชน์และสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล ดังนั้นในบทความนี้ผมจะขอพานักลงทุนทุกท่านไปรู้จักกับ “Options” เครื่องมือแห่งการสร้างความได้เปรียบนี้กัน

Options คืออะไร

เริ่มกันที่ Options เรียกเป็นภาษาไทยว่า “ใบสิทธิ์” เพื่อแสดงสิทธิ์ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ หรือสินค้านั้นๆ
โดยในการลงทุนจะแบ่งสิทธิ์ออกเป็นสองประเภทคือ สิทธิ์ในการซื้อ call options และสิทธิ์ในการขาย
put options ซึ่งนักลงทุนสามารถที่จะ ซื้อขาย ใบสิทธิ์นี้เพื่อประโยชน์ได้

แน่นอนว่าหากคุณไม่เคยรู้จัก Options มาก่อนหน้านี้ ไม่มีทางเข้าใจความหมายของ options คำอธิบายเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นผมจะลองเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของใครหลายคน

The Call Options 

ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้าของ “คอนโดสวย” สักหนึ่งห้อง สิ่งที่คุณต้องทำหลังจากไปเลือกดูห้องที่ถูกใจจากโชว์รูม คือการทำสัญญาจอง ซื้ออะไร ห้องไหน ราคาเท่าไร กำหนดวันส่งมอบเมื่อไร และจำเป็นต้องจ่ายค่าจองไว้ก่อนจำนวนหนึ่งเราจะเรียกว่า Premium 

ซึ่งสิ่งที่คุณจะได้มาเรียกว่า “ใบจอง” สิ่งนี้แหละคือ “Call Options” โดยคุณจะอยู่ในสถานะของ “ผู้ซื้อสัญญา” หรือ Long Call Options และเจ้าของสินทรัพย์ “คอนโด” จะมีสถานะเป็น “ผู้ขายสัญญา” หรือ Short Call Options

ข้อดีของผู้ซื้อสัญญา Call Options ในตัวอย่างนี้หมายความว่า ต่อให้ราคาคอนโดเพิ่มขึ้นไปสักเท่าไร ผู้ซื้อก็ยังสามารถซื้อได้ในราคาที่ตกลงไว้เสมอ หากต้องการซื้อ หรืออาจเลือกที่จะฉีกสัญญาทิ้งไปก็ได้เช่น
ตกลงกันไว้ที่ราคา 5 ล้านบาท แต่วันที่นัดส่งมอบห้องราคาขายห้องใหม่ปรับไปที่ 6 ล้านบาท ก็เปรียบได้กับผู้ซื้อมีกำไรทันที 1 ล้านบาท

Note : 

  • ในมุมของผู้ซื้อ สิทธิ์  (Long Call) ไม่ใช่สัญญาผูกมัด สามารถมาใช้สิทธิ์ หรือไม่ก็ได้
  • ในมุมของผู้ขาย สิทธิ์ (Short Call) มันคือ ข้อผูกมัด ที่ต้องทำตามสัญญา “ขายของให้เสมอ”
  • ผู้ขาย สิทธิ์ (Short Call) ที่มี “สินค้า” ที่ต้องการขายอยู่แล้ว “ได้เปรียบที่สุด” ได้ขายในราคาที่พอใจ และได้รับค่าจอง แน่นอน (กำไรสองต่อ)
  • ผู้ขาย สิทธิ์ (Short Call) ที่ไม่มี “สินค้า” คือหายนะเมื่อถึงวันส่งมอบ ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน
  • Premium คือ เงินกินเปล่า

The Put Options 

สำหรับเกษตรกรที่กลัวว่าผลผลิตของตนจะขายไม่ได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ในช่วงเวลาที่ผลผลิตหลายๆที่ออกมาพร้อมๆกันทำให้โดนกดราคาจากนายทุน ในหลายประเทศเกษตรกรสามารถทำ “สัญญาประกันราคา” กับนายทุนล่วงหน้าเกี่ยวกับราคาที่จะขายได้ โดยต้องระบุวันส่งมอบ จำนวน และราคาอย่างชัดเจน ทำให้แม้ราคาตลาดจะตกต่ำลงแค่ไหน เกษตรกรก็ยังคงขายได้ในราคาที่ตนเองพอใจ

สัญญาที่เกิดขึ้นระหว่าง เกษตรกรกับนายทุนเรียกว่า Put Options โดยที่ฝั่งของเกษตรกร คือผู้ซื้อประกัน (Long Put Options) ซึ่งสัญญา Options ได้เปรียบมากเพราะไม่ใช่สัญญาผูกมัด หากราคาตลาดสูงขึ้นก็สามารถฉีกสัญญาทิ้งเพื่อขายสินค้าในราคาปรกติ และยังคงได้กำไรเท่าเดิมเมื่อราคาตกต่ำ

Note : 

  • ในมุมของผู้ซื้อประกันราคา (Long Put) ไม่ใช่สัญญาผูกมัด สามารถมาใช้สิทธิ์ หรือไม่ก็ได้
  • ในมุมของผู้ขายประกัน (Short Put) มันคือ ข้อผูกมัด ที่ต้องทำตามสัญญา “รับซื้อให้เสมอ”
  • ผู้ขายประกัน  (Short Put) คือการต่อราคา ที่ต้องการได้ ถ้าไม่ต้องการได้ของจริงๆ อย่าต่อราคาเพราะอาจทำให้เสียหายหนักแทน
  • ผู้ขายประกัน  (Short Put) จะไม่มีความเสี่ยงหากรู้ว่าจะเอาของไปทำอะไร

SET50 Options

คือสัญญาสิทธิ์แบบต่างๆ ที่ผมได้แนะนำไว้ในส่วนก่อนหน้านี้โดยมีสินค้าอ้างอิงเป็นตัว SET50 Future 

เช่น S50 M23 C 950 Premium 10.7

มีความหมายว่า สัญญา Call Options หรือสัญญาสิทธิ์ในการ Long SET50 Future (ต่อไปจะใช้ตัวย่อว่า LF) ที่ราคา 950 จุด ซึ่งมีอายุสัญญาถึงวันที่ M23 (วันสุดท้ายของเดือน 6 ปี 2023 สามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่องวันหมดอายุตามกฏของตลาดหลักทรัพย์ได้) และมีค่าทำสัญญาอยู่ที่ 10.7 จุด

ผู้ซื้อสัญญา(Long Call) S50 M23 C 950 สามารถทำกำไรได้เมื่อราคาของ SET50 Future ปรับตัวสูงขึ้น เช่น หากราคา SET50 = 1000 จุด ผู้ซื้อสัญญา(Long Call) สามารถเลือกใช้สิทธิ์ LF ที่ราคา 950 ได้ทันทีทำให้ผู้ซื้อสัญญา(Long Call)มีกำไรทันที 50 จุด

ในทางตรงข้ามผู้ขายสัญญา(Short Call) จะขาดทุนทันที 50 จุดเช่นกันเพราะต้องขาย Short Future(SF) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดนั้นเอง แต่อย่างไรก็ดีหากผู้ขายสัญญา(Short Call)มี Position LF ที่ต้นทุนต่ำกว่า 950 อยู่ก่อนหน้าแล้วเท่ากับว่า ได้กำไรจากสัญญา LF และ กำไรจาก SC Premium เป็นกำไรแบบ 2 ต่อนั้นเอง

สรุปความสัมพันธ์ การใช้งานอย่างง่ายในการลงทุน

LC (Long Call) = กำไรเมื่อราคาขึ้น เสียหายมากสุดเท่ากับ Premium 

LP (Long Put) = กำไรเมื่อราคาลง เสียหายมากสุดเท่ากับ Premium 

SC (Short Call) = กำไรเมื่อราคาลง หรือ อยู่นิ่ง เสียหายได้มากหากไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

SP (Short Put) = กำไรเมื่อราคาขึ้น หรือ อยู่นิ่ง เสียหายได้มากเมื่อราคาลงแรง

ประโยชน์ของ Options

  • สร้างมิติในการเทรดเพิ่มขึ้น “นิ่ง” “ผันผวน” “ขึ้น” “ลง” มีโอกาสทำกำไรได้หมด
  • ประยุกต์เทรดกับระบบเทรดทั่วไปกับ Future ได้
  • สำหรับเจ้าของสินทรัพย์ สามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการ Short Options ได้
  • นักลงทุน VI ใช้ Options ประกันความเสี่ยงได้ (ดอยหุ้น + กำไร Put) ได้ค่าเสียเวลาในการรอ
  • เทรดเดอร์สามารถ Leverage แบบไม่เสี่ยง และใช้ทุนน้อยลง
  • ใช้ Options Hedge แบบ Hedge จริงๆตามตำรา
  • ใช้ Options Runtrend แบบ ไม่มีทาง โดนสะบัดกลับมาขาดทุน
  • ใช้ Options แก้ปัญหา คนที่เทรดเก็งกำไร แล้วเจอ Stop Hunt บ่อยๆ
  • ใช้ Options เพิ่ม Risk Reward ให้ระบบเทรดเดิมดีขึ้น

จริงๆแล้ว Options มีประโยชน์จากการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลายเรียกได้ว่าเกือบไม่สิ้นสุดขึ้นกับความรู้ความเข้าใจของผู้ใช้งาน ส่วนที่ผมชอบมากที่สุดคือการนำ Options ใช้เพื่อการสร้างกลยุทธ์แบบต่างๆที่ช่วยให้เกิด กำไรในทุกความเป็นไปได้

เทรด Options เชิงกลยุทธ์

คือการไม่คาดหวังกำไรโดยตรงจากการเทรด Options เช่นไม่หวังกำไรจาก Long Call เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นในการเทรดครั้งแรก แต่จะใช้ความได้เปรียบจากการถือครองสัญญาประเภทต่างๆในเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างความได้เปรียบต่อๆไป เปรียบเทียบกับการเล่นหมากรุกที่ไม่มีใครคาดหวังชัยชนะจากการเดินเบี้ยในตาเแรก แต่ทุกการเดินคาดหวังการรุกฆาตในตอนจบเกม

ตัวอย่างการเทรดด้วยกลยุทธ์ แบบไม่เดาตลาด

กลยุทธ์ Options ที่ผมชอบใช้งานมากที่สุดมีชื่อว่ากลยุทธ์ “Long Volatility” ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ใช่การเทรดแบบเดาทิศทางตลาด แต่เป็นการเทรดที่อาศัยความผันผวนของตลาดเพื่อสร้างผลกำไรในระยะยาว 

กลยุทธ์ “Long Volatility” เกิดจากการ Long Call + Long Put ในอัตตราส่วน 1 ต่อ 1 เท่ากัน ในช่วงระดับราคาเดียวกัน ทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรทั้งขาขึ้น และขาลงพร้อมกัน แลกด้วยค่าเบี้ย Premium ที่ต้องจ่าย หากนำมาสร้างเป็น “กราฟกำไรขาดทุน” หรือ Payoff Chart จะได้หน้าตาแบบนี้

เป็นกราฟที่มีช่วงของการขาดทุนน้อย และมีกำไรทั้งสองฝั่งหากราคาสินค้าอ้างอิงวิ่งออกจากจุดกึ่งกลางยิ่งมากเท่าไรยิ่งได้กำไรเยอะขึ้น ด้วย Payoff Chart แบบนี้ ทำให้หลายคนไม่ชอบใช้กลยุทธ์ “Long Volatility” เนื่องจาก “รู้สึก” ว่าการขาดทุนนั้นเกิดขึ้นทันที และมีโอกาสทำกำไรน้อย


ภาพ Payoff Chart กำไรขาดทุนของ กลยุทธ์ “Long Volatility”

อย่างไรก็ดีการเทรด Options เชิงกลยุทธ์เราไม่ได้คาดหวังกำไรจากการเทรดครั้งแรก ไม่นั่งรอให้ตลาดเป็นคนตัดสินชะตากำไรของพอร์ต เราจะใช้ความได้เปรียบของสัญญาแรกเพื่อสร้างกลยุทธ์ต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายให้ “มีกำไรทุกความเป็นไปได้” หรือ Smile Options เช่นเดียวกับการเดินเบี้ยในกระดานแรกนั่นเอง


ภาพ มีกำไรทุกความเป็นไปได้ “Smile Options”

บทสรุป

Options คือเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์มาก หากผู้ใช้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้หลากหลาย เช่น “Options เพื่อการลงทุนระยะยาว” สร้างกำไรแบบเงินปันผล ความเสี่ยงต่ำ “Options เพื่อการเก็งกำไร” ที่ง่ายกว่า ทำกำไรได้มากกว่า หรือการใช้ “สร้างกลยุทธ์การเทรดที่ไม่มีวันแพ้” ให้กับตลาดเลยก็เป็นไปได้ 

Options ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ ”ที่อ่านมายังงงอยู่เลยนะ” ผมอยากบอกว่าคุณแค่ไม่คุ้นเคยกับมันเท่านั้นเอง Options ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป แต่ต้องใส่ใจรายละเอียด ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ และใช้งาน Options เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้

หากท่านเห็นว่าบทความเหล่านี้มีประโยชน์ ผมฝากกดไลค์ กดแชร์ หรือกดติดตามไว้ด้วยนะครับ และในบทความถัดไปผมจะมาเล่าให้ฟังต่อกับเรื่องราวของการประยุกต์ใช้ Options ในการเทรดจริง

#เทรดสบายสไตล์กลยุทธ์
#Meawbin_Investor


ช่องทางการติดตามอื่นๆ

FB : https://www.facebook.com/meawbininvestor
Website : https://meawbininvestor.com/
Youtube : https://www.youtube.com/@meawbininvestor