เทรดแบบไม่ง้อกราฟ ไม่เก่งกราฟ ก็ทำกำไรได้

0
267

คุณเห็นอะไร บนหยดหมึกนี้?

ภาพหยดหมึกนี้มีชื่อเรียกกันว่า “หยดหมึกของ rorschach” ถูกคิดค้นขึ้นโดยจิตแพทย์ชาวสวิสชื่อว่า Hermann Rorschach เพื่อใช้วินิจฉัยโรคทางจิตในยุคสมัยก่อน

แบบทดสอบของ Rorschach ทำการทดสอบโดยใช้หยดหมึกหยดลงบนกระดาษแล้วพับครึ่งเพื่อให้เกิดเป็นภาพที่ “กำกวมไม่ชัดเจน” จำนวน 10 ภาพ แบ่งเป็นภาพสีและภาพขาวดำอย่างละ 5 ภาพ แล้วให้ผู้ทดสอบอธิบายว่าตัวเองเห็นภาพอะไรในหยดหมึกเหล่านั้น

ซึ่งผู้รับการทดสอบก็จะเห็นเป็นภาพ ที่แตกต่างกันออกไปตามจินตนาการของแต่ละคน คุณ Hermann Rorschach เชื่อว่าภาพที่แต่ละคนเห็น เป็นการสะท้อนความเชื่อ ประสบการณ์ ทัศนะคติ รวมถึงสภาวะอารมณ์ของคนคนนั้นในช่วงเวลานั้น ซึ่งสามารถนำมาประเมินสภาวะทางจิตของผู้รับการทดลองได้

แม้ว่าปัจจุบันแบบทดสอบนี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทดสอบโรคทางจิตเวชแล้ว เพราะมีความคลาดเคลื่อนที่สูงในการวินิจฉัยโรค แต่ความจริงที่ว่า “ความเชื่อ ประสบการณ์ ทัศนะคติ สภาวะอารมณ์” ทำให้คนคนหนึ่ง สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่างกัน ยังคงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ทีนี้คุณบอกผมได้ไหมว่า คุณเห็นอะไรในภาพนี้? ราคาหุ้นแข็งแกร่งที่กำลังปรับตัวขึ้นและยังคงแข็งแกร่งต่อไป? ราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงมากเกินไปที่พร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ? ความเชื่อส่วนตัวของผมคือ การใช้กราฟเทคนิคในการทำนายอนาคตของหุ้นตัวหนึ่ง ไม่ต่างจากการมองภาพ “หยดหมึกของ rorschach” ที่ต่างคนต่างก็เห็นไม่เหมือนกัน จึงไม่แปลกอะไรเลย ที่เรามักจะได้ยินผู้คนถกเถียงกัน เกี่ยวกับทิศทางของราคาหุ้นในอนาคต

เพราะกราฟไม่ได้มีไว้เพื่อทำนายอนาคต แต่มีหน้าที่บันทึกเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา เพื่อช่วยเกี่ยวกับการจดจำของมนุษย์ที่มีขีดจำกัด ให้มองย้อนไปยังอดีตได้อย่างแม่นยำ

ผมไม่ได้บอกว่า “การใช้กราฟเทคนิคไม่สามารถใช้ได้จริง” ผมเชื่อว่ามันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำนายอนาคตอย่างแม่นยำ แต่มีไว้เพื่อให้เราสามารถวางแผนจัดการกับการลงทุนได้ง่ายขึ้นในหลายแง่มุม ผมยังคงดูกราฟเพื่อวางแผนจัดการเงินทุนอย่างเหมาะสมในแต่ละระดับราคา และเพื่อมองหาจุดเข้าออกที่ได้เปรียบในการเทรด


ไม่ทำนายตลาดด้วยกราฟ จะเทรดได้อย่างไรบ้าง

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่สามารถทำนายอนาคตอย่างแม่นยำได้ ถึงแม้ว่าเทรดเดอร์จะไม่สามารถทำนายอนาคตจากการมองดูกราฟได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถทำกำไรจากตลาดได้ ผ่านการพิสูจน์มาแล้วหลากหลายวิธีการที่ทำให้เราสามารถทำกำไรได้ แม้ไม่ต้องทำนายทิศทางตลาด เช่น

Arbitrage

คือการทำกำไรจากช่องว่างของราคา ในสินค้าชนิดเดียวกันที่เกิดจาก สภาวะตลาดที่ไม่สมเหตุสมผลในบางช่วงเวลา เช่น คุณสามารถซื้อทุเรียนจากประเทศไทยในราคา 1000 บาท หากนำไปขายที่ประเทศจีนในช่วงเวลาเดียวกันสามารถขายได้ 2000 บาท

หรืออย่างเช่นการเทรด BTC ในช่วงปี 2018 กับเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Kimchi Premium” ที่เกิดช่องว่างราคาขนาดใหญ่ในประเทศเกาหลีที่มีนโยบายห้ามต่างชาติเข้าซื้อขายในประเทศ และห้ามโอนออกนอกประเทศ ส่งผลให้ราคา BTC ในเกาหลีสูงมากกว่าตลาดทั่วโลกถึง 50% ทำให้ผู้ที่สามารถโอน BTC ออกจากประเทศได้ก็จะสามารถทำกำไรได้โดยไม่ต้องทำนายตลาดเลย

ความต่างเหล่านี้เกิดขึ้นในทุกสินค้า ทุกช่วงเวลา ซึ่งในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้นทำให้ช่องว่างของราคาสินค้าหลายอย่างน้อยมากเกินกว่าจะคุ้มค่าในการทำกำไรได้ แต่ก็ยังคงมีคนบางกลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลความเร็วสูงและสามารถทำกำไรจากช่องว่างเหล่านี้ได้เสมอ

Fundamental Analysis

คือการซื้อขายหุ้น หรือสินทรัพย์ใดๆจากปัจจัยพื้นฐาน เช่นข้อมูลบริษัท ข้อมูลทางการเงิน การเติบโต หรือแม้แต่ความเชื่อในตัวของผู้บริหาร ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วเช่นกันว่าสามารถทำเงินได้แม้ไม่ต้องทราบราคาของหุ้นตัวนั้นเลยก็ได้

Grid Trading

คือการเทรดที่เน้นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรที่มี หรือเงินทุนที่มีไปตามระดับราคาต่างๆในอดีตของสินทรัพย์นั้นให้ได้มากที่สุด และทำการตัดสินใจ ซื้อ ขาย ผ่านระดับราคาดังกล่าวเลย

การเทรดด้วยระบบนี้จะเน้นไปที่การ ซื้อ ขาย เพื่อสร้างส่วนเกินทุน หรือกระแสเงินสดจากการเคลื่อนไหวของราคาเป็นหลัก ในขั้นพื้นฐานจึงไม่จำเป็นต้องทำนายตลาดเช่นกัน

Static Trade ,System Trade

หรือการเทรดด้วย “สถิติ” นั้นเอง ตรงนี้หลายคนอาจสับสนเพราะส่วนใหญ่เทรดเดอร์ที่ทำกำไรด้วย Static Trade , System Trade ก็มักจะเปิดกราฟ ใช้ Technical Analysis หาสัญญาณเข้าออกให้เราได้เห็นเสมอ จนหลายครั้งทำให้เข้าใจผิดว่ากำลังพยายามทำนายอนาคตเพื่อทำกำไร

การเทรดด้วยหลัก “สถิติ” ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะต้องประกอบด้วยการบริหารหน้าตัก การจัดการกับโอกาสความน่าจะเป็น และความเสี่ยงร่วมด้วยเสมอ เรียกว่าอัตราชนะจริงอาจต่ำกว่า 30% ที่ทายถูกแต่ก็ยังทำกำไรในระยะยาวได้

Options Strategy

Options เครื่องมือทางการเงินที่มีชื่อเรียกกันในกลุ่มของผู้ที่ใช้งานว่า “ประกันภัยแห่งการลงทุน” ดังนั้นหลักการใช้งานของ Options จึงเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับประกันชีวิต ประกันรถยนต์ ที่เรามีเพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ Options ยังนิยมใช้เทรดเชิงกลยุทธ์ โดยอาศัยความได้เปรียบของสัญญาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อหาจังหวะเก็งกำไรแบบไร้ความเสี่ยงบนสัญญา Options อีกต่อหนึ่ง ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของทิศทางตลาดได้เช่นกัน

จะเห็นว่าการไม่ทำนายทิศทางตลาดเพื่อทำกำไรไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือผมคิดเองเออเอง มันคือความจริงที่มีอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถทำกำไรได้จริง และยั่งยืน โดยทั้งหมดที่ผมเขียนมาเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น


เทคนิค “เทรดเป็นโซน” (Zone Trading)

อีกหนึ่งวิธีการทำกำไรโดยไม่ต้องเดาทิศทางตลาดที่ผมอยากนำมาเล่าให้ทุกท่านฟังมีชื่อเรียกว่าเทคนิค “เทรดเป็นโซน” หรือ Zone Trading เป็นเทคนิคที่เรียบง่ายเหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มศึกษาวิธีการเทรดแบบไม่เดาทิศทางตลาด จุดเด่นของวิธีการนี้อีกอย่างคือความเป็นอมตะ และโอกาสในการทำกำไรที่ต่อเนื่องหากสามารถทำได้ดี

เทรดแแบบไม่เดาทิศทางตลาดมีความหมายว่า ทิศทางตลาดไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อกำไรขาดทุนในระยะสั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ หรือนักลงทุนสามารถ “ผิดได้” และมีโอกาสแก้ตัว หลายคนเข้าใจผิดว่าการเทรดไม่เดาตลาดคือ “ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ หรือกดเทรดมั่วตามใจชอบ” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก

เงื่อนไข

อย่างไรก็ตามวิธีการทุกอย่างย่อมมีจุดอ่อน รวมถึงข้อจำกัดทั้งสิ้นเช่นเดียวกับเทคนิค “เทรดเป็นโซน” ที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังด้วยวิธีการเทรดของมัน “ต้องทำบนสินค้าที่ดี” เท่านั้น คือ ไม่มีโอกาสที่สินค้าที่เราเทรดจะกลายเป็น 0 หรือมีโอกาสน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และต้องมีความสามารถในการเติบโตระยะยาวเท่านั้นจึงจะทำให้ระบบแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้

อย่างไรก็ตามระบบเทรดนี้ก็ยังสามารถนำไปต่อยอดเทรดในสินค้าที่มีความเสี่ยงได้เช่นกันนะ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และการตัดสินใจตัดขาดทุนที่แม่นยำของตัวผู้เทรดประกอบด้วย

SET50 Index Future

หาหุ้นดีสักตัวสิ !! แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่ดีจริงจากหุ้นที่มากกว่า 600 ตัวในตลาด จากสถิติมีหุ้นที่ดีทำกำไรชนะตลาดในระยะยาวเกิน 10 ปีได้น้อยกว่า 20 ตัว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4% เท่านั้นเอง การหาหุ้นดีในตลาดเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยง

SET50 Index จึงเป็นคำตอบที่เหมาะสำหรับระบบเทรดนี้เป็นอย่างมากเพราะ SET50 Index เกิดจากการนำหุ้นแข็งแกร่ง 50 ตัวในตลาดที่ผ่านการพิสูจน์แล้วระดับหนึ่ง เข้ามาคำนวณเป็นมูลค่าแบบ “แพ้คัทออก” ทำให้ตัวของ SET50 Index เป็น 0 ไม่ได้ในทางทฤษฏี และยังสามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นได้เรื่อยๆในระยะยาวอย่างแน่นอน (เว้นเสียว่า ประเทศไทยจะไม่มีตลาดหุ้นอีกต่อไปแล้ว)

นอกจากนี้มีเรื่องที่หลายคนไม่รู้อีกอย่างหนึ่งคือ การถือสัญญา Future ไปจนหมดอายุสัญญาเพื่อทำการต่ออายุสัญญานั้นในกระบวนการต่ออายุสัญญาทุกครั้งจะมีสิ่งที่เรียกว่า Discount ระหว่างสัญญาเกิดขึ้น ทำให้เกิดเป็นกำไรที่ได้มาฟรีทุกครั้งที่เราทำการต่ออายุสัญญา เปรียบเหมือนกับการได้ปันผลจากการถือหุ้น 50 ตัวอีกด้วย (ประมาณ 1% ต่อครั้ง หรือ ปีละ 4% จากมูลค่าสัญญา)


ขั้นตอนการเทรดด้วยระบบ “เทรดเป็นโซน” (Zone Trading)

1. สร้างโซนที่คุณต้องการจะเทรด หรือลงทุน จากระดับราคาที่คุณให้ความสนใจ ทั้งนี้วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการใช้กราฟ โดยดูจากความเคลื่อนไหวในอดีต และแบ่งช่วงราคาออกเป็น 2 ส่วน

ภาพตัวอย่างเราเลือกจะเทรดในโซนระดับราคา 950 – 900 ของ SET50 จากนั้นให้แบ่งโซนใหญ่ออกเป็น 2 โซนย่อย เราจะได้โซนออกมาเป็นรูปร่างหน้าตาคล้ายภาพตัวอย่าง ทั้งนี้เรื่องของโซน ขนาด ขึ้นอยู่กับการออกแบบในแต่ละช่วงเวลาของสินค้านั้นจะเหมาะสมอย่างไรไม่มีถูกผิดหรือกฏตายตัว

ภายในโซนสองโซนนี้เราจะตั้งเงื่อนไขในการเทรดเพิ่มอีก 2 ข้อ คือ หนึ่งเริ่มจากการเทรด Long ก่อน Short เสมอ และ สองจะเทรด Long ได้ในพื้นที่สีเขียว เทรด Short ได้ในพื้นที่สีแดงเท่านั้น

2. วางเงินเต็มมูลค่าสัญญาเสมอ และเลือกใช้วิธีการ Stop Loss เป็นวิธีการสุดท้าย

ยกตัวอย่างเช่น คุณวางแผนจะเทรดครั้งละ 1 สัญญา และมีโอกาสแก้ตัว 1 ครั้งหากผิดพลาดเท่ากับว่าคุณจะมีการเทรดทั้งหมด 2 สัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องรู้ว่ากำลังเสี่ยงอยู่บนความเสี่ยงขนาดเท่าไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ว่ามูลค่าต่อ 1 จุดของสัญญา SET50 Index มีค่าเท่ากับ 200 บาท นั้นแปลว่าหากคุณเทรด 2 สัญญา ที่ราคา 925 จะมีมูลค่าเท่ากับ 925 x 200 x 2 = 370,000 บาท (ถ้าติดดอย แล้วโดนลากถึง 0 จะเสียเงิน 370,000 บาท แต่เป็นไปได้ยาก)

ดังนั้นในขั้นพื้นฐานหรือเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้สำรองเงินทุนให้มากพอกับมูลค่าสินค้าจริงที่เราต้องการเทรด จะช่วยลดแรงกดดันและความเสี่ยงลงได้อย่างมาก ทั้งนี้เมื่อมีประสบการณ์มากพอสามารถลดเงินทุนที่ต้องใช้สำรองในแต่ละสัญญาได้ หรือใช้ Options เพื่อลดต้นทุนได้เช่นกัน

3. เทรดไปตามสะดวก

การเทรดหรือจังหวะเทรดนั้นสามารถใช้ Technical Analysis ใน Time frame ที่เล็กลงได้ตามความถนัด หรือความเชื่อของเทรดเดอร์แต่ละท่านได้เลย เมื่อมีสัญญาณซื้อในโซนซื้อ เมื่อมีสัญญาณขายในโซนขาย

ทุกการเทรดให้ใช้ Stop Loss เป็นทางเลือกสุดท้าย เทรดพลาดครั้งที่ 1 มีกระสุนเทรดสำรองอีก 1 หากว่าเทคนิคที่คุณใช้ในการจับจังหวะสัญญาณการเทรดเป็นของจริง การทำกำไรจะต่อเนื่องสม่ำเสมอ

หากเทรดผิดทั้ง 2 ครั้งตามตัวอย่าง สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ รอให้ราคากลับเข้ามาในโซนของคุณอีกครั้งเท่านั้น เป็นวิธีการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ภายใต้เงื่อนไขของสินค้าที่ดี และการวางเงินเต็มมูลค่า หมายความว่า คุณจะไม่มีวันเสียเงินและจะกลับมาเทรดได้อย่างแน่นอน

Note : ตรงนี้มีข้อดีอีก 1 อย่างคือ ถ้าวิธีการเข้าออก(Signal Trade) ที่คุณเลือกมามันห่วยควรเปลี่ยนได้เลย แล้วมันจะฟ้องออกมาทันที และหากคุณไม่อยากรอก็สามารถสร้างโซนใหม่ด้วยเงินทุนก้อนใหม่ได้เสมอเช่นกัน

4. เข้าใจ เรียนรู้ พัฒนา ต่อยอด

ครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้ระบบเทรดในลักษณะนี้ผมก็เหมือนกับพวกคุณส่วนใหญ่ที่เริ่มส่ายหน้าหนีเพราะคำถามที่เกิดขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่องว่า “ทำไมใช้เงินทุนเยอะ” “กำไรน้อย ไม่พอค่าไฟ” “เทรดแบบนี้เมื่อไรจะรวย” หรือ “ใครจะบ้า ยอมติดดอย นานขนาดนั้น” และอีกหลายๆความคิดซึ่งนั้นเป็นเรื่องปรกติผมไม่สามารถห้ามคุณได้ เพราะผมก็เคยมีคำถามเหล่านี้เหมือนกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมได้ค้นพบว่า “Zone Trading” พื้นฐานที่ผมเล่าให้ฟัง มันเป็นเหมือนกับประตูบานแรก ที่สามารถพาคุณเปิดไปยังสถานที่ต่างๆ ที่คุณอยากไป หรือได้เรียนรู้จากกระบวนการเหล่านี้เท่านั้น เช่น

  • คุณจะพบว่า TA ที่ใช้ห่วยแตกแค่ไหน เมื่อคุณติดดอยรัวๆ
  • คุณอาจค้นพบสัญญาณการเทรดที่ใช่ เมื่อคุณได้กำไรต่อเนื่อง
  • เมื่อมีกำไร คุณสามารถนำไปต่อยอดได้ เช่น เพิ่มกำไร เทรดเสี่ยง หรือลดการติดดอยได้
  • คุณสามารถ ลดต้นทุนด้วยการวางเงินอย่างเหมาะสมมากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่จำกัด
  • การเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ในการจัดการความเสี่ยงเช่น Options ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในตอนหลัง
  • ทุกครั้งที่ต่ออายุสัญญาของ Future ที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Discount คล้ายกับการได้ปันผลจากการต่ออายุสัญญานั้นเอง

“Zone Trading” คือระบบที่จะเป็นเหมือนสูตรอมตะให้คุณสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอพร้อมกับเรียนรู้ พัฒนาการเทรดของคุณโดยไร้ซึ่งความเสี่ยง และหากโชคดีคุณจะได้ค้นพบแนวทางการเทรดที่เหมาะกับตัวเองผ่านประตูบานนี้


Put Options สร้างโซน ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

จากตอนที่แล้วเราได้เรียนรู้เรื่องการใช้ Options พื้นฐานกันไปบ้างแล้ว และในบทนี้เราได้เรียนรู้วิธีการเทรดแบบเป็นโซนซึ่งหลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องของโอกาสในการเกิด DD ที่สูงและอาจใช้เงินทุนสูงเกินไปสำหรับมือใหม่

ความรู้เรื่อง Options สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เช่นการซื้อสัญญา Put Options ที่โซนราคาต่ำไว้ก่อนหน้า ยอมจ่ายค่าเบี้ยเล็กน้อยเพื่อให้เกิดพื้นที่ที่เราสามารถเทรดได้โดยไร้ความเสี่ยง ก็เป็นการช่วยลดต้นทุนในการเทรดลงได้อย่างมากนั้นเอง

ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังต่อ ในบทถัดไปครับ หากท่านเห็นว่าบทความเหล่านี้มีประโยชน์ ผมขอฝาก กดไลค์ กดแชร์ หรือกดติดตามไว้ด้วยนะครับ

#เทรดสบายสไตล์กลยุทธ์
#Meawbin_Investor


▶️ ติดตามช่องทางของ Meawbin Investor ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/meawbininvestor
Youtube : https://www.youtube.com/@meawbininvestor