Non – Direction Strategy กำไรแบบไม่เดาทิศทาง

0
176

ถ้าพูดถึงเรื่องการเทรด คนส่วนใหญ่จะเทรดแบบที่เรียกว่า Direction Trade คือ คาดเดาทิศทางตลาดจากความเชื่อทฤษฎี หรือระบบต่างๆ และ Actions ไปตามความเชื่อนั้นเพื่อทำกำไร เช่น เชื่อว่าราคาจะปรับตัวขึ้น ซื้อ เพื่อรอขายทำกำไรเป็นต้น

ปัญหา คือ Direction มีโอกาสผิดพลาดที่สูงมาก เพราะตลาดไม่สามารถคาดเดาได้ 100% ไม่มีใครสามารถรู้อนาคตได้อย่างแม่นยำ คนที่มีประสบการณ์เทรดจะเข้าใจว่าการทำนายตลาดให้ถูกต้องนั้นมีโอกาสน้อยกว่า 50% เพราะตลาดไม่ได้มีแค่ ขึ้นกับลง เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักจะใช้เรื่องของค่าสถิติเกี่ยวกับอัตราชนะ และอัตรา
ผลตอบแทน (Win Rate and Risk Reward Ratio) เข้ามาเสริมเพื่อให้เกิดกำไรในระยะยาว

คำถามที่น่าสนใจ คือ หากเราไม่ “คาดเดาทิศทาง” จะยังสามารถทำกำไรได้หรือไม่ หรือมีวิธีการแบบไหนบ้างที่เราสามารถสร้างกำไรได้โดยไม่คาดเดาทิศทางตลาดเลย

คำถามนี้คงเป็นเรื่องที่ยากมากหากคุณไม่ได้เทรด Options มาก่อน ซึ่ง Options Strategy สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ  Direction and Non-Direction และในบทนี้ผมจะพาทุกท่านมารู้จักกับ Options Strategy แบบ Non-Direction ที่สามารถทำกำไรได้โดยที่คุณไม่ต้องคาดเดาทิศทางตลาดเลย ในบทนี้จะยกตัวอย่าง
2 กลยุทธ์คือ Long Volatility และ Short Volatility

Long Volatility : กลยุทธ์ “ซื้อ ความผันผวน” 

วิธีการสร้างกลยุทธ์ Long Volatility คือ Long Call + Long Put ในสัดส่วนที่เท่ากัน อาจเป็น Strike เดียวกัน หรือคนละ Strike ก็ได้ ตัวอย่างจะเป็นการ Long Call + Long Put ที่ ATM ด้วยขนาดสัญญาที่เท่ากันเมื่อนำมา
สร้างเป็น Payoff Chart จะได้ภาพตัว V ที่มีพื้นที่ขาดทุนตรงกลาง และมีพื้นที่กำไร “ซ้ายขวา” ตามภาพตัวอย่าง หมายความว่า ไม่ว่าตลาดจะไปในทิศทางไหนก็จะมีกำไร ขอแค่เลือกสักทางจะขึ้นหรือลงก็ได้นั่นเอง

กลยุทธ์นี้เหมาะที่จะทำในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ วิ่งออกข้างไม่ไปไหนมาสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะธรรมชาติของตลาดจะมีอยู่ที่ 2 สภาวะคือ เทรน กับ ไม่มีเทรน และเป็นเรื่องที่สามารถคาดเดาได้ง่ายกว่าเพราะว่า เทรน จะเกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดพักตัวออกข้างเสมอ ต่างจากการคาดเดาการขึ้นลงที่การเคลื่อนไหวของทิศทางราคาที่คาดเดาได้ยากนั่นเอง

อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง การทำกลยุทธ์ Long Volatility คือการซื้อประกันขาขึ้น และขาลงพร้อมกัน นั่นแปลว่าเราต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ประเภท Direction Trade หากว่าความผันผวนไม่เพิ่มขึ้น หากว่าราคาวิ่งไปมาอยู่ในพื้นที่เสียเปรียบท้ายที่สุดแล้วก็จะทำให้กลยุทธ์นี้ขาดทุนนั่นเอง

Short Volatility : กลยุทธ์ “ขาย ความผันผวน” 

วิธีการสร้างกลยุทธ์ Short Volatility คือ Short Call + Short Put ในสัดส่วนที่เท่ากัน อาจเป็น Strike เดียวกัน หรือคนละ Strike ก็ได้ ตัวอย่างจะเป็นการ Short Call + Short Put ที่ ATM ด้วยขนาดสัญญาที่เท่ากันเมื่อนำมาสร้างเป็น Payoff Chart จะได้ภาพตัว “V คว่ำ” ที่มีพื้นที่ กำไร อยู่ตรงกลาง และมีพื้นที่ขาดทุน “ซ้ายขวา” ตามภาพตัวอย่าง หมายความว่าหากตลาดไม่ไปไหน วิ่งอยู่ในกรอบนี้ กลยุทธ์นี้จะมีกำไร ซึ่งตรงข้ามกับ
Long Volatility  นั่นเอง

กลยุทธ์นี้เหมาะที่จะทำในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ตลาดเพิ่งเกิดเทรนขนาดใหญ่มาก่อนหน้า เพราะธรรมชาติของตลาดจะมีอยู่ที่ 2 สภาวะคือ เทรน กับ ไม่มีเทรน และเป็นเรื่องที่สามารถคาดเดาได้ง่ายกว่าเพราะว่าหลังจากจบเทรน จะเกิดการพักตัวของราคาเสมอ และนอกจากนั้นค่า Premium จากความผันผวนจะสูงมากยิ่งขึ้นทำให้กลยุทธ์นี้ได้เปรียบขึ้นไปอีก

เช่นเดียวกันกลยุทธ์ทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง การทำกลยุทธ์ Short Volatility คือการขายประกันทั้งขาขึ้น และขาลงพร้อมกันเพื่อให้ได้เบี้ยประกันที่มากที่สุด โดยไม่เดาทิศทางตลาด ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะโดนเคลมทั้งสองฝั่งได้เช่นกันหากว่าราคาวิ่งไปไกลเกินกว่าพื้นที่ได้เปรียบ ที่สำคัญกลยุทธ์นี้หากบริหารเงินไม่เป็นจะไม่สามารถควบคุมความเสียหายได้เลย

“ไม่เดาทิศทาง” ไม่เท่ากับ “เทรดมั่ว”

Non – Direction คือการเปลี่ยนจากการคาดเดาทิศทาง ไปเป็นการคาดเดาความผันผวน ซึ่งมีโอกาสในการเดาถูกง่ายกว่าเท่านั้น ไม่ใช่การที่ใครจะมากดเทรดมั่วๆ แล้วสามารถทำกำไรได้ กลยุทธ์ที่วิเศษแบบนั้นคงไม่มีอยู่จริง

นอกจากนั้นการเทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Non – Direction ที่ดี เทรดเดอร์จะไม่นั่งรอให้เกิดกำไร หรือเป็นไปตามที่ตลาดจะให้ หลังจากเริ่มกลยุทธ์ เทรดเดอร์มีงานที่ต้องทำเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จให้กับกลยุทธ์นั้น เหมือนการเล่นหมากรุก มันไม่ได้จบที่การเดินเบี้ยตัวแรก เช่น

Long Volatility : งานของเทรดเดอร์ คือการหา Cash Flow หรือหาจังหวะทำกำไรให้ได้มากกว่าเงินค่าเบี้ยที่จ่ายออกไป เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้น ซึ่งข้อดีของ Long Volatility คือมันมอบความได้เปรียบให้กับเทรดเดอร์ที่สามารถเทรดสวนเทรน หรือ Swing Trade สามาถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของ Stop Loss

Short Volatility : งานของเทรดเดอร์ คือการป้องกันความเสี่ยง และหากำไรเพิ่มให้มากกว่าเงินที่ต้องจ่ายหากโดนเคลม ซึ่งข้อดีของ Short Volatility คือการที่เรามีเบี้ยประกัน เก็บเบี้ยมาก่อน เทรดเดอร์สามารถนำไปลงทุนต่อได้ เหมือนกับการใช้เงินคนอื่นเพื่อลงทุนนั่นเอง

แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์แบบไหน เป้าหมายสูงสุดของการเทรดในแต่ละรอบ คือการทำให้ทุกพื้นที่มีกำไรเหมือนกับภาพตัวอย่าง Payoff Chart นี้ เกิดจากการสร้างความได้เปรียบจากกลยุทธ์แบบ Snowball ต่อกันไปเรื่อยๆ เช่น Long Volatility ที่เทรดเดอร์จะค่อยๆใช้ความได้เปรียบ เทรดเก็บกำไรจากการเหวี่ยงของตลาดไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเพื่อเพิ่มพื้นที่หลุมนั่นเอง

#เทรดสบายสไตล์กลยุทธ์
#Meawbin_Investor


▶️ ติดตามช่องทางของ Meawbin Investor ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/meawbininvestor
Youtube : https://www.youtube.com/@meawbininvestor