Ratio Spread

0
141

บทนี้เรามาเข้าเรื่องกลยุทธ์แบบเข้มข้นกันเสียหน่อย พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริงเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้อ่านเข้าใกล้คำว่า Strategy หรือการวางกลยุทธ์การเทรดเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับในบนก่อนหน้าที่เราให้ความหมายของการเทรดเชิงกลยุทธ์ว่าเป็นการรบในสนามรบ ที่เราต้องมีแผนการล่วงหน้า แย่งชิงความได้เปรียบในสงครามกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

Ratio Spread เกิดจากการใช้สัญญา Long Options + Short Options ต่าง Strike กันในสัดส่วน 1:2 ซึ่งอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ซึ่งหากเป็นการใช้สัญญาฝั่ง Call จะทำให้เกิดพื้นที่ภูเขาขึ้นโดยมีเหวลึก หรือส่วนที่ขาดทุนเกิดขึ้นทางขวา หมายถึงมีความเสี่ยงเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้นเพราะสัญญา Short Call ที่ถือไว้ แต่ในทางกลับกันกลยุทธ์นี้จะสร้างพื้นที่กำไรเล็กน้อยในทางขาลงไว้เป็นเหมือนรางวัลปลอบใจด้วย ซึ่งรูปร่างหน้าตาของ Payoff Chart จะมีลักษณะตรงกันข้ามเมื่อเปลี่ยนสัญญาเป็นฝั่ง Put นั่นเอง

ในขั้นตอนของการสร้างเป็นกลยุทธ์เพิ่มเปิดเกมสามารถทำได้หลายวิธีตามที่เราได้ทำความเข้าใจกันในบทก่อนหน้าเรื่องของ Synthetic Options สิ่งที่เราต้องการสำหรับกลยุทธ์นี้คือ Payoff หน้าตาแบบนี้โดยเราสามารถใช้เครื่องมืออะไรมาแทนก็ได้ขึ้นอยู่กับจังหวะและความได้เปรียบในช่วงเวลานั้น

นอกจากนี้การทำ Ratio Spread ในขั้นตอนของการวางกลยุทธ์ยังสามารถเริ่มทำไปทีละส่วนได้ เช่นเริ่มจากการเปิดเกมด้วยท่า Spread ในสัดส่สวน 1:1 ก่อน จนเมื่อเห็นว่าราคา Premium ฝั่ง Short Options สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก

Risk Control

หากพิจารณา Payoff Chart ของกลยุทธ์ Call Ratio Spread ซึ่งหลังจากนี้เราจะยกตัวอย่างจากการเทรดฝั่งของ Call Ratio Spread อย่างเดียวเพื่อความง่ายและความกระชับของบทความ เราจะเห็นความเสี่ยงในส่วนของตลาดขาขึ้น คือหากราคาของสินค้าอ้างอิงที่เราทำการเทรดด้วยกลยุทธ์นี้ปรับตัวสูงขึ้นก็จะทำให้เกิดการขาดทุนจากสัญญา Short Call ที่เกินมา

วิธีจัดการกับความเสี่ยงนั้นเรียบง่าย จากกฏธรรมชาติของราคา Premium Options ที่จะมีค่าลดลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปทำให้การปิดกลยุทธ์จะใช้ต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนั่นเอง ดังนั้นการจำกัดความเสี่ยงของกลยุทธ์นี้เป็นแค่การ “ปิดสัญญาทั้งหมด” เท่านั้นเอง

หากเวลาผ่านไประยะหนึ่งจนค่า Premium Options ลดลงมามากพอการ “ปิดสัญญาทั้งหมด” จะเกิดส่วนต่างกำไรเกิดขึ้นดังนั้นการ “ปิดสัญญาทั้งหมด” นอกจากจะเป็นการจำกัดความเสี่ยงแล้ว ยังนับว่าเป็นการจบกลยุทธ์เพื่อรับรู้กำไรได้ด้วยไปในจุดเดียวกันขึ้นกับระยะเวลาที่ผ่านไปในการทำกลยุทธ์ แต่โปรดจำไว้เสมอว่าโอกาสสุดท้ายในการปิดกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง Ratio Spread คือยอดของภูเขาที่เราสร้างขึ้นไว้แล้วเท่านั้นหากปล่อยให้ราคาสินค้าอ้างอิงปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธรรมชาติของราคา Premium Options ที่ควรจะลดลง จะเปลี่ยนเป็นเพิ่มขึ้นทำให้เราขาดทุนได้

กลยุธ์ และการเดินเกม

การเทรดเชิงกลยุทธ์ผมอยากให้ผู้อ่านลองนึกถึงภาพของการทำสงครามระยะยาวมีการหลอกล่อ มีลูกเล่น ยอมแพ้ได้ในบางศึก แต่เรามีเป้าหมายในการชนะสงคราม การเดินเกมกลยุทธ์ในการเทรดด้วย Ratio Spread จะต้องใช้มุมมองแนวคิดแบบนี้ด้วยเช่นเดียวกันโดยการยอมเปิดพื้นที่บางส่วนเป็นความเสี่ยงไว้ และรอให้ราคาสินทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการก่อนจะปิดทำกำไรนั่นเอง

เริ่มแรกเราจะเริ่มด้วยมุมมองต่อราคาสินค้าอ้างอิง แนวโน้มราคา ความเป็นไปได้คร่าวๆ ซึ่งการเดินเกมด้วยกลยุทธ์ Call Ratio Spread ที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ควรเริ่ม “ทำในมุมมองของตลาดขาลง ที่เรามองเห็นแนวต้านชัดเจน” เป็นหลัก ย้ำอีกครั้งว่าในตัวอย่างจะพูดถึงการใช้ Call Ratio Spread เพียงอย่างเดียวซึ่งผู้อ่านสามารถประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ Put Ratio Spread ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง SET50 ที่ราคาอ้างอิง 936 จุดจากการวิเคราะห์แนวโน้มเบื้องต้นมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้ค่อนข้างสูง และมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 970 – 975 จุด มองว่าถ้าราคาขึ้นไปถึงราคา 975 จุดจะทำให้แนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เราจึงเริ่มกลยุทธ์ด้วยท่า Call Ratio Spread ที่มียอดภูเขาที่ระดับ 975 นั่นเอง
Long Call 950 x 10
Long Call 975 x 20

ปัจจัยอื่ยๆ ที่ควรให้ความสำคัญ

  • ราคา Premium ที่เหมาะสม
  • ส่วนต่างราคา Premium ที่คุ้มค่า
  • Timing ที่เหมาะสม หรือจุดที่เหมาะสมจะเริ่มกยุทธ์
  • สภาพคล่อง และความผันผวนระยะสั้น
  • ระยะเวลาที่เหลือของสัญญา Options
  • โอกาสในการเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านบางท่านเริ่มสงสัยแล้วว่าเพราะอะไรถึงใช้กลยุทธ์นี้ในมุมมองขาลง ในเมื่อโอกาสทำกำไรสูงสุดคือการที่ราคาของ SET50 ไปจบที่ระดับ 975 โดยที่หากแนวโน้มไปตามขาลงเรื่อยๆจะได้กำไรจำกัดน้อยนิดจนอาจจะไม่พอค่าคอมมิสชั่นเสียด้วยซ้ำ จำได้หรือไม่ครับว่าผมเปรียบการเทรดเหมือนการทำสงครามที่มีการล่อหลอก และการทำกลยุทธ์ต่อเนื่อง ยอมแพ้บ้าง ยอมเสียเปรียบบ้างในบางโอกาสเพื่อเป้าหมายในการชนะสงครามในท้ายที่สุด

หาก SET50 เลือกที่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ สวนทางกับแนวโน้มเดิมเพื่อใช้กลยุทธ์ของเราขาดทุนหนัก หรือเข้าไปในแดนของความเสี่ยง SET50 จะต้องใช้พลังานมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้นสู้กับระยะเวลาที่ค่อยๆทำให้ค่า Premium ลดลง ทำให้เราได้เปรียบในเกมนี้ค่อนข้างมากหากราคาปรับตัวสูงขึ้น และจนกว่าตลาดจะปรับตัวจนเข้าสู่จุดขาดทุนจะต้องผ่านจุดที่ระบบทำกำไรได้มากที่สุดบนยอดเขาก่อนให้เราสามารถปิดกลยุทธ์หนีได้ทันและมีกำไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

นอกจากนั้นหากตลาดปรับตัวสูงขึ้นมาแต่ไม่มีแรงมากพอจนหมดอายุสัญญาเท่ากับว่าเราจะได้กำไรในส่วนที่มากที่สุดของระบบโดยไม่ต้องเปลืองแรงทำอะไรต่อเลยนั่นเอง

มีขึ้น ก็ต้องมีลง ตลาดไม่วิ่งทางเดียวตลอดเวลา

ธรรมชาติของตลาดอีกอย่างหนึ่งคือ ราคาจะไม่วิ่งไปทางเดียวตลอดเวลา ตลาดจะต้องประกอบด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนจากผู้คนที่อยู่ในตลาดเช่นเดียวกับตัวอย่างในการทำกลยุทธ์ในบทนี้ ไม่มีทางที่ราคาจะวิ่งลงโดยไม่พักตัวหรือ เด้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมพลังหรือเปลี่ยนเทรนในที่สุด

Call Ratio Spread หากตลาดปรับตัวลงเราจะได้กำไรเสมอเมื่อ Options หมดอายุสัญญาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไรมากมาย และสิ่งที่เราสามารถทำต่อเนื่องใมการเดินเกมคือ เล่นซ้ำท่าเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าเทรนจะเปลี่ยน เช่น จากตัวอย่างหากราคาปรับตัวลงจากช่วง 936 ลงมาราว 25 จุดที่ราคา 911 – 900 จุดให้เทรดเดอร์ทำกลยุทธ์ Call Ratio Spread ซ้ำเดิมในราคา Strike ที่ต่ำลงมา
Long Call 925 x 10
Long Call 950 x 20

ผลที่ได้ที่ชัดเจนที่สุดคือยอดของภูเขากำไรที่ขยายตัวออกเกิดเป็นพื้นที่กำไรที่มากขึ้น โอกาสทำกำไรที่มากขึ้นในกรณีที่ราคาตลาดหยุดลง และเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น นอกจากนั้นยังเพิ่มพื้นที่กำไรในทางลงให้มากขึ้นเรื่อยๆยิ่งราคาลง เรายิ่งได้เปรียบ และเมื่อตลาดกลับตัวผ่านระยะเวลานั้นคือชัยชนะของเรานั่นเอง

แถมอีกอย่างคือเราสามารถทำกลยุทธ์ Put Ratio Spread ไปพร้อมกันได้ เมื่อเห็นว่าตลาดเริ่มเปลี่ยนเทรนจากขาลงกลายเป็นขาขึ้น เพื่อทำกำไรทั้งสองทางไปพร้อมกัน

เทคนิคการทำกลยุทธ์สำหรับมือใหม่ คือ “แยกพอร์ต” เพื่อให้บริการจัดการได้ง่ายขึ้น ทั้งการทำ Call Ratio Spread ต่อเนื่อง หรือการผสม Put Ratio Spread

ใส่ใจรายละเอียดกันอีกสักหน่อย

  • Premium ตอนเริ่มกลยุทธ์ : ควรอยู่ในโซน “แพง” เพราะว่าการระเบิดของค่า Premium จะมีโอกาสน้อย ทำให้ความเสี่ยงน้อย
  • แนวโน้มของราคา : เช่นถ้าเราจะตามแนวโน้มขาลง ไม่ควรทำหลังจากมีเทรนมาได้ระยะนึงแล้วเพราะมีโอกาสที่จะเกิด Premium ระเบิดกลับทางมากขึ้น
  • ความชัน ของความเสี่ยง : อย่าให้ความชันสูงเกินไปเพราะจะทำให้ แก้เกมไม่ทัน
  • Strike Price และยอดภูเขา : รวมถึงราคา Premium ที่เราเก็บได้ด้วย ยอดภูเขาคือ ส่วนต่างของ Strike Price เริ่มต้น พื้นฐานควรมีค่ามากกว่า Premium เฉลี่ยของราคา ATM 
  • เติมของ ลดของ เทรดตามเทรน : ระหว่างทางที่ราคาเคลื่อนไหว เราสามารถเทรดตามเทรดได้ ช่วยเพิ่มกำไร และลดความเสี่ยง

#เทรดสบายสไตล์กลยุทธ์
#Meawbin_Investor


▶️ ติดตามช่องทางของ Meawbin Investor ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/meawbininvestor
Youtube : https://www.youtube.com/@meawbininvestor