Portfolio Structure สร้างพอร์ตเงินล้าน ใน 5 ปี ปั้นพอร์ต อย่างยั่งยืน

0
56

ผมชื่อ คิงส์ ปัจจุบันผมนิยามตัวเองว่าเป็น “เทรดเดอร์ สายกลยุทธ์”

ผมเริ่มรู้จักกับการเทรดครั้งแรกในปี 2011 แนวทางที่ผมเลือกในตอนนั้น คือการเป็น “นักเก็งกำไร” ซึ่งน่าจะคล้ายกับแนวทางที่หลายท่านเลือก เช่นกัน

ปัญหาสำหรับผมที่เจอในตอนนั้นคือ “พอร์ตไม่โต” บางครั้งโชคดีได้กำไรเยอะ ก็เสียเยอะในเวลาไม่นาน วนเวียนอยู่แบบนั้น 5 ปี พยายามมองหาการเทรดที่แม่นยำขึ้น แต่สุดท้ายก็กลับมาที่เดิม

การติดอยู่ในวังวนนี้ มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

ในที่สุดผมก็ยอมรับกับตัวเองว่า “การพยายามเดาทิศทางกราฟ ไม่ใช่ทางของผม“ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ ส่งผลให้พอร์ตที่เคยแย่ กลายเป็นพอร์ตที่เติบโต แบบก้าวกระโดด จากหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน และมั่นคงในเวลาเพียงแค่ 5 ปี หลังจากนั้น

ผมเปลี่ยนตัวเองจาก “นักเก็งกำไร” เป็น “นักกลยุทธ์”


“นักเก็งกำไร” กับ “นักกลยุทธ์”

มันเป็นเรื่องยากมาก เมื่อเราพยายามแยกคนสองกลุ่มนี้ ในวงการของ “นักเทรด” แต่ทุกท่านสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ถ้าหากว่าเปรียบเทียบกับงานอื่น เช่น “กีฬาฟุตบอล”

ตัวอย่างเช่น “นักเตะ” กับ “โค้ช”

นักเตะ : โฟกัส “ตาข่าย” ของฝั่งตรงข้าม
โค้ช : โฟกัส “ภาพรวม แผนการ” การใช้คนให้เหมาะ

นักเก็งกำไร : โฟกัสไปที่ “กราฟ หาจังหวะที่แม่นยำ”
นักกลยุทธ์ : โฟกัสไปที่ “พอร์ต ทรัพยากร การเลือกระบบ”

ไม่มีใครดีกว่าใคร ทุกคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง ทำสิ่งที่ถนัด และบ่อยครั้ง ทั้งสองต้องทำงานร่วมกัน ถ้าอยากให้ไปถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ สำคัญที่สุดคือ รู้ให้ได้ ว่าตัวเราเอง เป็นแบบไหน

คำถาม ต่อมา
สิ่งที่ “นักกลยุทธ์” ควรให้ความสนใจอันดับหนึ่ง คืออะไร


Return = Cash + Beta + Alpha

สิ่งที่นักกลยุทธ์ ให้ความสนใจอันดับหนึ่ง คือการวางโครงสร้างพอร์ต (Portfolio Structure) ผมเลือกหยิบหลักการจากนักลงทุนอันดับท็อปของโลกอย่างคุณ Ray Dalio มาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง ผมสรุปแบบเรียบง่าย แบบนี้

ให้แบ่งพอร์ตออกเป็น 3 ประเภท แยกหน้าที่กันให้ชัดเจน และแต่ละพอร์ตต้องเกื้อหนุนกัน

Cash : สภาพคล่อง ความมั่นคง มองหาโอกาส (ไม่เสี่ยง)
Beta : สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง คงที่ สร้างกระแสเงินสด (ไม่เสี่ยง)
Alpha : มั่งคั่ง เติบโต ก้าวกระโดด (เสี่ยงสูง)

เริ่มจากเติมส่วนของ Cash ให้เต็มก่อน รอจังหวะโอกาสที่เหมาะสม ลงทุนใน Beta สร้างกระแสเงินสด ทำกำไรได้สม่ำเสมอ แล้วนำกระแสเงินสด ไปลงทุนต่อใน Alpha ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อให้พอร์ตเติบโตแบบก้าวกระโดด สุดท้ายค่อยนำเงินมาใช้จ่าย Pay off ให้ตัวเอง

การวางโครงสร้างแบบนี้ มักจะช้าในช่วงแรก แต่เมื่อเรานำกำไรที่ได้ กลับไปลงทุนเพิ่ม อย่างเป็นระบบ มันก็จะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า “ดอกเบี้ยทบต้น”

Beta ที่ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสด จะเพิ่มขึ้นทวีคูณ เพิ่มโอกาสนำไปต่อยอด Alpha ได้มากขึ้น พอร์ตโตมากขึ้น

ที่สำคัญที่สุด การวางโครงสร้างพอร์ตแบบนี้ คุณไม่มีวันล้างพอร์ตอีกเลย 100%


เรื่องตลก …………..
เมื่อผมมองย้อนกลับไปดูสิ่งที่ตัวเองทำในอดีต ไม่แปลกใจเลยที่พอร์ตไม่โต ผมทำงานหาเงินมาได้ ก็เอาไปเสี่ยงใน Alpha ทั้งหมด พอพลาด ทุกอย่างมันก็จบ แล้วต้องไปเริ่มนับ 1 ใหม่


คำถามต่อมา น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ
วิธีการเทรด แบบไหนบ้าง ที่เป็น Beta และ Alpha


Beta and Alpha

อาวุธหลักสองอย่างที่ผมใช้สร้างพอร์ตเงินล้านใน 5 ปี คือ “Grid System” กับ “Options Strategy”

เริ่มกันที่ Beta

โจทย์ก็คือ ต้องเป็นระบบที่เรียบง่าย ยืดหยุ่น ทำกำไรได้แบบทุกวันจริง ๆ และสำคัญที่สุด “ต้องไม่เปลืองเวลาชีวิต” และ “ไม่ต้องพยายามเดาทิศทางกราฟ”

“Grid System” คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด ซึ่งออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่ใช่แบบที่คุณเคยได้ยินมาแน่นอน ผมศึกษาอย่างจริงจัง และใช้งานมานานเป็น 10 ปี ปัจจุบันผมกล้าพูดเลยว่า ที่สอนกัน หรือให้ใช้กัน มันเป็นแค่เปลือกนอกของ Grid แถมยังสอนกันผิดอีกด้วย (ของแทร่ นับคนได้เลย)

ต่อกันที่ Alpha

ผมก็ยังคงเน้นที่ความเรียบง่ายเหมือนเดิม ผมจะแบ่งเป้าหมายของ Alpha เป็น 2 ส่วนย่อย คือ ความมั่งคั่ง กับ สภาพคล่อง [Wealth and Liquidity ]

Wealth : DCA Asset ที่น่าสนใจ ไปเรื่อย ๆ แบบไม่คิดอะไรมาก เก็บไว้ 5 ปี 10 ปี สร้างความมั่งคั่งจากการถือครอง

Liquidity : Swing Trade , Day Trade ตามเส้นค่าเฉลี่ยง่าย ๆ เอาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เทคนิคพิเศษของผมคือ เชื่อม Wealth กับ Liquidity ด้วย Options ทำให้ไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่เลย

เรียกรวม ๆ ว่า “Hold and Hedge”


Options Strategy

สุดท้าย ไม่พูดถึงไม่ได้เลย เพราะสิ่งนี้เป็นเครื่องมือที่ “มหัศจรรย์มาก” ขนาดคุณ Warren Buffett ยังนำมาใช้ และทำกำไรได้มหาศาล ถึงจุดหนึ่งที่ผมเข้าใจเรื่อง Options จนสามารถนำมาปรับใช้ได้ มันยิ่งทำให้พอร์ตของผมเติบโตเร็ว และมั่นคงขึ้นไปอีก

Options ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเก็งกำไร ความเสี่ยงสูง แบบที่หลายคนเข้าใจผิด “นั่นมันเป็นวิธีการใช้งานที่ เสียของมากเลย คุณรู้ใช่ไหม”

ถ้าคุณเอา Options + Grid System : คุณจะสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น 100% ลดความเสี่ยงได้มากถึง 80% หรือเรียกว่าผลงานดีขึ้นแบบ 400% โดยที่ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเติม (เมื่อใช้อย่างถูกวิธี)

ถ้าคุณเอา Options + Day Trade : คุณจะเทรดได้แบบไม่ต้องปวดใจกับการโดน Stop Loss Hunting อีกเลย (สะบัด ให้ขาดทุน แล้วไปต่อ) มันจะช่วยให้คุณได้เปรียบเทรดเดอร์คนอื่น ๆ มากมาย

ถ้าคุณเอา Options + Wealth : คุณจะถือ Asset ได้นานขึ้นไม่มานั่งเสียดายขายหมู เพราะคุณจะสร้างกระแสเงินสด จากการถือครอง Asset ได้ด้วย (แบบไม่เสีย Asset )


สรุป สิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังในวันนี้

1. ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่พบว่า “การพยายามเดาทิศทางกราฟ ไม่ใช่ทางของคุณ” ยังมีการเทรดอีกหลายแบบที่คุณสามารถประสบความสำเร็จได้
2. เลือกวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง นอกจากสร้างผลกำไร มันจะมอบเวลา และความสุขให้คุณด้วย
3. ถ้าเป้าหมายของคุณคือการสร้างพอร์ตเงินล้าน แบบยั่งยืน คุณควรเริ่มวางโครงสร้างของพอร์ตได้แล้ว (ต่อให้คุณเป็น นักเก็งกำไร ก็ตาม)
4. เลือกเครื่องมือ ให้เหมาะกับเป้าหมาย

เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ลงตัว เป็นระบบ
พอร์ตของคุณจะเติบโต ก้าวกระโดด มั่นคง
และมันจะมอบ “อิสระ” ในแบบที่ต้องการ

ขอบคุณครับ
ขอให้ทุกคน ค้นพบ ทางที่ใช่ของตัวเองในเร็ว ๆ ครับ


#เทรด #ลงทุน #กลยุทธ์
✅ วางระบบ ให้เงินทำงาน ให้ความรู้ทำเงิน
✅ เพื่อชีวิตอิสระ ในแบบที่ต้องการ ดูน้อยลง